2007/May/06

แพทย์ทางเลือกถือกำเนิดจากประเทศทางตะวันออกก็ประเทศทางเอเชียโดยเฉพาะประเทศจีน ประชาชนชาวไทยและประชากรทั่วโลกได้หันมาสนใจการรักษาแบบแผนโบราณทั้งการฝังเข็ม โยคะ รำไทเก๊ก การทำสมาธิ สมุนไพร ชีวจิต ฯลฯ ปัญหามีอยู่ว่าการรักษาแพทย์ทางเลือกชนิดใดที่มีประสิทธิภาพเหมาะสมกับราคา

โรคชนิดไหนที่ใช้การรักษาแบบแพทย์ทางเลือก ใครเป็นผู้เชี่ยวชาญ การรักษานั้นมีผลข้างเคียงหรือข้อห้ามอย่างไรบ้าง สมุนไพรนั้นใช้รักษาโรคอะไรใช้ขนาดแค่ไหน และนานแค่ไหน

เมืองนอกจะมีคำสองคำที่เกี่ยวกับแพทย์ทางเลือกคือ

  • complementary treatment หมายถึงการรักษาร่วมกับการแพทย์แผนปัจจุบัน เช่นการรำไทเก็กร่วมกับการจ่ายยาคลายเครียด
  • Alternative หมายถึงการรักษาโรคโดยใช้แผนโบราณอย่างเดียว เช่นใช้การรักษาแบบ Homeopathy

ปรัชญาของการรักษาโดยแพทย์ทางเลือก

ปรัชญาของการรักษาโดยแพทย์ทางเลือกแต่ละชนิดจะมีลักษณะที่คล้ายกันดังนี้

  1. หลักข้อแรกคือร่างกายสามารถที่รักาาตัวเอง เมื่อคุณเป็นหวัดมีไข้ปวดตามตัวคุณไม่จำเป็นต้องใช้ยาลดไข้ แต่ให้หาวิธีที่จะกระตุ้นให้ภูมิของร่างกายมาจัดการกับเชื้อโรค
  2. การป้องกันเป็นวิธีที่ดี แพทย์ทางเลือกมักจะเน้นเรื่องการป้องกันโรคมากกว่าการรักษา การรักษาที่แพทย์ทางเลือกให้นั้นมุ่งเน้นที่ป้องกันโรคมากกว่า
  3. เรียนรู้และร่วมกันรักษา แพทย์ทางเลือกมักจะศึกษาร่วมกับผู้ป่วยเพื่อหาทางรักษาตามความต้องผู้ป่วย

เราแบ่งการรักษาแพทย์ทางเลือกได้กี่แบบ

การบำบัด Healing

หมายถึงการระบบการรักษาที่ต้องอาศัยวิธีการหลายอย่างมารักษาโรคเพื่อให้พลังจากธรรมชาติหรือพลังในร่างกายมารักษาโรคเช่น

  • การรักษาแบบ The ayurveda system ซึ่งเป็นการรักษาของประเทศอินเดียตั้งแต่อดีตโดยมีปรัชญาว่าคนมีความแตกต่างทั้งร่างกายและจิตใจ ดังนั้นผู้ป่วยที่มีปัญหาเรื่องเดียวกันอาจจะได้รับการรักษาที่ไม่เหมือนกัน กาารักษาจะอาศัยสัมผัสทั้ 5 ได้แก่ การมองเห็น การได้ยิน การสัมผัส การรับรส การได้กลิ่น มาปรับสมดุลของร่างกาย ดังนั้นในการรักษาอาจจะต้องประกอบด้วย aromatheraphy, sound therapy , massage อาหาร การเข้าสมาธิ
  • Homeopathy การรักษาวิธีนี้เปรียบถูกหนามตำต้องเอาหนามบ่ง หากคุณเป็นโรคและเกิดอาการ การรักษาจะเอาพืชหรือสัตว์ที่ทำให้เกิดอาการนั้นมาให้กับผู้ป่วยเพื่อเร่งกระตุ้นให้ร่างกายสร้างภูมิต่อโรค
  • Naturopathic ธรรมชาติบำบัด เป็นการรักษาที่คล้ายกับการรักษาในแผนปัจจุบัน แพทย์จะใช้หลักโภชนา การออกกำลังกาย การใช้สมุนไพรในการรักษาโรค

กายและจิต

เชื่อว่าการที่มีสุขภาพที่ดีร่างกายและจิตใจต้องติดต่อถึงกันและสื่อสารกัน การรักษาชนิดนี้จะเป็นการเชื่อมระหว่างร่างกายและจิตใจเพื่อให้สุขภาพดี

  • การทำสมาธิ Meditationจะเป็นการเชื่อมระหว่างร่างกายและจิตใจ ระหว่างการทำสมาธิเราจะสนใจเพียงอย่างเดียวอาจจะเป็นการหายใจเข้าออก หรือการสวดมนต์
  • Yogaโยคะ เป็นการใช้ท่าและสมาธิเพื่อให้ร่างกายและจิตเชื่อมถึงกัน หลักของโยคะจะอาศัยส่วนประกอบที่สำคัญ 4 อย่างได้แก่ การหายใจ (breathing), การผ่อนคลาย (relaxation), ท่า( poses)และการทำสมาธิ (meditation)
  • Biofeedback เป็นการใช้จิตใจควบคุมร่างกาย เช่นการเต้นของหัวใจ อุณหภูมิ ความดันโลหิต การฝึกจะทำโดยการติด monitor ไว้เพื่อบอกความดัน อุณหภูมิ เพื่อเราตอบสนองต่อสิ่งเร้า ร่างกายเราตอบสนองออกมาอย่างไรเมื่อเกิดการเรียนรู้เราก็สามารถควบคุมการตอบสนองของร่างกาย

อาหารเสริมและสมุนไพร

การรักษาวิธีนี้จะใช้สารสังกัดจากธรรมชาติ เช่นสมุนไพร โสม แป๊ะก๊วย selenium, glucosamine มาใช้เพื่อการรักษา หลายคนคิดว่าสมุนไพรเป็นสารจากธรรมชาติไม่มีพิษไม่มีผลข้างเคียง แต่ความคิดเหล่านี้ผิด ผลข้างเคียงของสมุนไพรบางชนิดอาจจรุนแรง บางชนิดอาจจะมีปฏิกิริยากับยาแผนปัจจุบัน วิธีการใช้สมุนไพรมี 3 วิธี(อ่านที่นี่)

  • การใช้น้ำร้อนลาดไปยังใบไม้สดหรือแห้งเหมือนการชงชา
  • การนำสมุนไพรมาต้ม
  • สมุนไพรที่ทำเป็นผง เม็ด แคปซูล

การสัมผัสและการจัดกระดูก

การรักษาวิธีจะทำโดยการสัมผัสเช่นการนวด การจัดกระดูกส่วนที่เป็นปัญหา

  • Chiropractic เชื่อการที่เรามีอาการส่วนหนึ่งเกิดจากการที่กระดูหลังของเราเรียงไม่ถูกต้องทำให้มีการกดทับเส้นประสาท อวัยวะที่เส้นประสาทไปเลี้ยงจึงเกิดอาการ การรักษาจะทำโดยการจัดกระดูก
  • Osteopathy เป็นการจัดกระดูกและกล้ามเนื้อให้เข้าที่ แพทย์จะยกแขนหรือขาส่วที่ปวดไปมา บางครั้งอาจจะกดไปยังบริเวณที่ปวด อาจจะทำให้รู้สึกปวดในบริเวณนั้น แต่หลังจากที่ได้ขยับไปมาคุณอาจจะได้พบการเปลี่ยนแปลง
  • การนวด เป็นการนวดกล้ามเนื้อ เอ็นและผิวหนังเพื่อการผ่อนคลายของกล้ามเนื้อ

การเสริมสร้างพลังภายใน

เชื่อร่างกายเรามีพลังที่จะรักษาตัวเอง การรักษามุ่งเน้นใหร่างกายมีพลังเต็มที่จุดใดที่ไม่สมดุลหรือพลังงานถูกกั้นก็จะใหช้วิธีการเพื่อให้พลังนั้นเคลื่อนไหวได้อย่างอิสระ เช่นการฝังเข็ม

สิ่งต่างๆเหล่านี้ผู้ที่จะใช้บริการต้องศึกษาหาความรู้เนื่องจากโรคบางโรครอไม่ได้เมื่อพบต้องรีบรักษาหากเสียเวลาจะทำให้การรักษาไม่ได้ผลและอาจจะเกิดผลเสียต่อสุขภาพ แพทย์ทางเลือกที่เป็นที่นิยมมีดังนี้

ยังมีสาระอีก...ตามกันได้ที่ http://www.siamhealth.net/alter/index.htm

2007/May/06

แพทย์ทางเลือกถือกำเนิดจากประเทศทางตะวันออกก็ประเทศทางเอเชียโดยเฉพาะประเทศจีน ประชาชนชาวไทยและประชากรทั่วโลกได้หันมาสนใจการรักษาแบบแผนโบราณทั้งการฝังเข็ม โยคะ รำไทเก๊ก การทำสมาธิ สมุนไพร ชีวจิต ฯลฯ ปัญหามีอยู่ว่าการรักษาแพทย์ทางเลือกชนิดใดที่มีประสิทธิภาพเหมาะสมกับราคา

โรคชนิดไหนที่ใช้การรักษาแบบแพทย์ทางเลือก ใครเป็นผู้เชี่ยวชาญ การรักษานั้นมีผลข้างเคียงหรือข้อห้ามอย่างไรบ้าง สมุนไพรนั้นใช้รักษาโรคอะไรใช้ขนาดแค่ไหน และนานแค่ไหน

เมืองนอกจะมีคำสองคำที่เกี่ยวกับแพทย์ทางเลือกคือ

  • complementary treatment หมายถึงการรักษาร่วมกับการแพทย์แผนปัจจุบัน เช่นการรำไทเก็กร่วมกับการจ่ายยาคลายเครียด
  • Alternative หมายถึงการรักษาโรคโดยใช้แผนโบราณอย่างเดียว เช่นใช้การรักษาแบบ Homeopathy

ปรัชญาของการรักษาโดยแพทย์ทางเลือก

ปรัชญาของการรักษาโดยแพทย์ทางเลือกแต่ละชนิดจะมีลักษณะที่คล้ายกันดังนี้

  1. หลักข้อแรกคือร่างกายสามารถที่รักาาตัวเอง เมื่อคุณเป็นหวัดมีไข้ปวดตามตัวคุณไม่จำเป็นต้องใช้ยาลดไข้ แต่ให้หาวิธีที่จะกระตุ้นให้ภูมิของร่างกายมาจัดการกับเชื้อโรค
  2. การป้องกันเป็นวิธีที่ดี แพทย์ทางเลือกมักจะเน้นเรื่องการป้องกันโรคมากกว่าการรักษา การรักษาที่แพทย์ทางเลือกให้นั้นมุ่งเน้นที่ป้องกันโรคมากกว่า
  3. เรียนรู้และร่วมกันรักษา แพทย์ทางเลือกมักจะศึกษาร่วมกับผู้ป่วยเพื่อหาทางรักษาตามความต้องผู้ป่วย

เราแบ่งการรักษาแพทย์ทางเลือกได้กี่แบบ

การบำบัด Healing

หมายถึงการระบบการรักษาที่ต้องอาศัยวิธีการหลายอย่างมารักษาโรคเพื่อให้พลังจากธรรมชาติหรือพลังในร่างกายมารักษาโรคเช่น

  • การรักษาแบบ The ayurveda system ซึ่งเป็นการรักษาของประเทศอินเดียตั้งแต่อดีตโดยมีปรัชญาว่าคนมีความแตกต่างทั้งร่างกายและจิตใจ ดังนั้นผู้ป่วยที่มีปัญหาเรื่องเดียวกันอาจจะได้รับการรักษาที่ไม่เหมือนกัน กาารักษาจะอาศัยสัมผัสทั้ 5 ได้แก่ การมองเห็น การได้ยิน การสัมผัส การรับรส การได้กลิ่น มาปรับสมดุลของร่างกาย ดังนั้นในการรักษาอาจจะต้องประกอบด้วย aromatheraphy, sound therapy , massage อาหาร การเข้าสมาธิ
  • Homeopathy การรักษาวิธีนี้เปรียบถูกหนามตำต้องเอาหนามบ่ง หากคุณเป็นโรคและเกิดอาการ การรักษาจะเอาพืชหรือสัตว์ที่ทำให้เกิดอาการนั้นมาให้กับผู้ป่วยเพื่อเร่งกระตุ้นให้ร่างกายสร้างภูมิต่อโรค
  • Naturopathic ธรรมชาติบำบัด เป็นการรักษาที่คล้ายกับการรักษาในแผนปัจจุบัน แพทย์จะใช้หลักโภชนา การออกกำลังกาย การใช้สมุนไพรในการรักษาโรค

กายและจิต

เชื่อว่าการที่มีสุขภาพที่ดีร่างกายและจิตใจต้องติดต่อถึงกันและสื่อสารกัน การรักษาชนิดนี้จะเป็นการเชื่อมระหว่างร่างกายและจิตใจเพื่อให้สุขภาพดี

  • การทำสมาธิ Meditationจะเป็นการเชื่อมระหว่างร่างกายและจิตใจ ระหว่างการทำสมาธิเราจะสนใจเพียงอย่างเดียวอาจจะเป็นการหายใจเข้าออก หรือการสวดมนต์
  • Yogaโยคะ เป็นการใช้ท่าและสมาธิเพื่อให้ร่างกายและจิตเชื่อมถึงกัน หลักของโยคะจะอาศัยส่วนประกอบที่สำคัญ 4 อย่างได้แก่ การหายใจ (breathing), การผ่อนคลาย (relaxation), ท่า( poses)และการทำสมาธิ (meditation)
  • Biofeedback เป็นการใช้จิตใจควบคุมร่างกาย เช่นการเต้นของหัวใจ อุณหภูมิ ความดันโลหิต การฝึกจะทำโดยการติด monitor ไว้เพื่อบอกความดัน อุณหภูมิ เพื่อเราตอบสนองต่อสิ่งเร้า ร่างกายเราตอบสนองออกมาอย่างไรเมื่อเกิดการเรียนรู้เราก็สามารถควบคุมการตอบสนองของร่างกาย

อาหารเสริมและสมุนไพร

การรักษาวิธีนี้จะใช้สารสังกัดจากธรรมชาติ เช่นสมุนไพร โสม แป๊ะก๊วย selenium, glucosamine มาใช้เพื่อการรักษา หลายคนคิดว่าสมุนไพรเป็นสารจากธรรมชาติไม่มีพิษไม่มีผลข้างเคียง แต่ความคิดเหล่านี้ผิด ผลข้างเคียงของสมุนไพรบางชนิดอาจจรุนแรง บางชนิดอาจจะมีปฏิกิริยากับยาแผนปัจจุบัน วิธีการใช้สมุนไพรมี 3 วิธี(อ่านที่นี่)

  • การใช้น้ำร้อนลาดไปยังใบไม้สดหรือแห้งเหมือนการชงชา
  • การนำสมุนไพรมาต้ม
  • สมุนไพรที่ทำเป็นผง เม็ด แคปซูล

การสัมผัสและการจัดกระดูก

การรักษาวิธีจะทำโดยการสัมผัสเช่นการนวด การจัดกระดูกส่วนที่เป็นปัญหา

  • Chiropractic เชื่อการที่เรามีอาการส่วนหนึ่งเกิดจากการที่กระดูหลังของเราเรียงไม่ถูกต้องทำให้มีการกดทับเส้นประสาท อวัยวะที่เส้นประสาทไปเลี้ยงจึงเกิดอาการ การรักษาจะทำโดยการจัดกระดูก
  • Osteopathy เป็นการจัดกระดูกและกล้ามเนื้อให้เข้าที่ แพทย์จะยกแขนหรือขาส่วที่ปวดไปมา บางครั้งอาจจะกดไปยังบริเวณที่ปวด อาจจะทำให้รู้สึกปวดในบริเวณนั้น แต่หลังจากที่ได้ขยับไปมาคุณอาจจะได้พบการเปลี่ยนแปลง
  • การนวด เป็นการนวดกล้ามเนื้อ เอ็นและผิวหนังเพื่อการผ่อนคลายของกล้ามเนื้อ

การเสริมสร้างพลังภายใน

เชื่อร่างกายเรามีพลังที่จะรักษาตัวเอง การรักษามุ่งเน้นใหร่างกายมีพลังเต็มที่จุดใดที่ไม่สมดุลหรือพลังงานถูกกั้นก็จะใหช้วิธีการเพื่อให้พลังนั้นเคลื่อนไหวได้อย่างอิสระ เช่นการฝังเข็ม

สิ่งต่างๆเหล่านี้ผู้ที่จะใช้บริการต้องศึกษาหาความรู้เนื่องจากโรคบางโรครอไม่ได้เมื่อพบต้องรีบรักษาหากเสียเวลาจะทำให้การรักษาไม่ได้ผลและอาจจะเกิดผลเสียต่อสุขภาพ แพทย์ทางเลือกที่เป็นที่นิยมมีดังนี้

ยังมีสาระอีก...ตามกันได้ที่ http://www.siamhealth.net/alter/index.htm

2007/May/05

การนอนเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต คนเราใช้เวลาหนึ่งในสามในการนอนแต่นักวิทยาศาสตร์ก็ยังไม่ทราบรายละเอียดเกี่ยวกับการนอนเท่าใด คนเราจะมีช่วงที่ง่วงนอน 2ช่วงคือกลางคืน และตอนเที่ยงวันจึงไม่แปลกใจกับคำว่าท้องตึงหนังตาหย่อนในตอนเที่ยง

กลไกการนอนหลับ

เมื่อความมืดมาเยือนเซลล์ที่จอภาพ[retina] จะส่งข้อมูลไปยังเซลล์ประสาทที่อยู่ใน hypothalamus ซึ่งจะเป็นที่สร้างสาร melatonin สาร melatonin สร้างจาก tryptophan ทำให้อุณหภูมิลดลงและเกิดอาการง่วง การนอนของคนปกติแบ่งออกได้ดังนี้

  1. การนอนช่วง Non-rapid eye movement {non- (REM) sleep} การนอนในช่วงนี้มีความสำคัญมากเพราะมีส่วนสำคัญในการทำให้ภูมิคุ้มกันแข็งแรง เกี่ยวข้องกับระบบย่อยอาการและมีการหลั่งของฮอร์โมนที่เร่งการเติบโต growth hormone การนอนช่วงนี้แบ่งออกเป็น 4 ระยะได้แก่โดยการหลับจะเริ่มจากระยะที่1ไปจน REMและกลับมาระยะ1ใหม่
  • Stage 1 (light sleep) ระยะนี้ยังหลับไม่สนิทครึ่งหลับครึ่งตื่น ปลุกง่าย ช่วงนี้อาจจะมีอาการกระตุกของกล้ามเนื้อที่เรียกว่า hypnic myoclonia มักจะตามหลังอาการเหมือนตกที่สูง ระยะนี้ตาจะเคลื่อนไหวช้า
  • Stage 2 (so-called true sleep).ระยะนี้ตาจะหยุดเคลื่อนไหวคลื่นไฟฟ้าสมองเป็นแบบ rapid waves เรียก sleep spindles
  • Stage 3 คลื่นไฟฟ้าสมองจะมีลักษณะ delta waves และ Stage 4ระยะนี้เป็นระยะที่หลับสนิทที่สุดคลื่นไฟฟ้าสมองเป็นแบบ delta waves ทั้งหมด ระยะ3-4 จะปลุกตื่นยากที่สุดตาจะไม่เคลื่อนไหวร่างกายจะไม่เคลื่อนไหว เมื่อปลุกตื่นจะงัวเงีย
  1. การนอนช่วง Rapid eye movement (REM) sleep จะเกิดภายใน 90 นาทีหลังจากนอนช่วงนี้เมื่อทดสอบคลื่นสมองจะเหมือนคนตื่น ผู้ป่วยจะหายใจเร็ว ชีพขจรเร็ว กล้ามเนื้อไม่ขยับ อวัยวะเพศแข็งตัว เมื่อคนตื่นช่วงนี้จะจำความฝันได้

เราจะใช้เวลานอนร้อยละ50ใน Stage 2 ร้อยละ 20ในระยะ REM ร้อยละ30 ในระยะอื่นๆ การนอนหลับครบหนึ่งรอบใช้เวลา 90-110นาที คนปกติต้องการนอนวันละ 8 ชั่วโมงโดยหลับตั้งค่ำจนตื่นในตอนเช้า คนสูงอายุการหลับจะเปลี่ยนไปโดยหลับกลางวันเพิ่มและตื่นกลางคืน จำนวนชั่วโมงในการนอนหลับแต่ละคนจะไม่เหมือนกันบางคนนอนแค่วันละ 5-6 ชั่วโมงโดยที่ไม่มีอาการง่วงนอน

อาการนอนไม่หลับ

อาการนอนไม่หลับไม่ใช่โรคแต่เป็นภาวะหลับไม่พอทำให้ตื่นขึ้นมาแล้วไม่สดชื่น บางคนอาจจะหลับยากใช้เวลามากว่า 30นาทียังไม่หลับ บางคนตื่นบ่อยหลังจากตื่นแล้วหลับยาก บางคนตื่นเช้าเกินไป ทำให้ตื่นแล้วไม่สดชื่น ง่วงเมื่อเวลาทำงาน อาการนอนไม่หลับมักจะเป็นชั่วคราวเมื่อภาวะกระตุ้นหายก็จะกลับเป็นปกติแต่ถ้าหากมีอาการเกิน 1 เดือนให้ถือว่าเป็นอาการเรื้อรัง

การวินิจฉัย

แพทย์จะถามคำถาม 4คำถามได้แก่

  • ให้อธิบายว่ามีปัญหานอนไม่หลับเป็นอย่างไร
  • นอนไม่หลับเป็นมานานเท่าใด
  • เป็นทุกทุกคืนหรือไม่
  • สามารถทำงานตอนกลางวันได้หรือไม่

แพทย์จะค้นหาว่าอาหารนอนไม่หลับนั้นเกิดจากโรค จากยา หรือจากจิตใจ

คนเราต้องการนอนวันละเท่าใด

ความต้องการการนอนไม่เท่ากันในแต่ละคนขึ้นกับอายุ ทารกต้องการนอนวันละ 16 ชั่วโมง วัยรุ่นต้องการวันละ 9 ชั่วโมง ผู้ใหญ่ต้องการวันละ 7-8 ชั่วโมง แต่คนบางคนก็อาจจะต้องการนอนน้อยเหลือเพียงวันละ 5 ชั่วโมง หากนอนไม่พอร่างกายต้องการการนอนเพิ่มในวันรุ่งขึ้น

เราอาจจะทราบว่านอนไม่พอโดยดูจาก

  • เวลาทำงานคุณมีอาการง่วงหรือซึมตลอดวัน

  • อารมณ์แกว่งโกรธง่ายโดยไม่มีเหตุผลเพียงพอกับครอบครัวหรือเพื่อนร่วมงาน

  • หลับภายใน 5 นาทีหลังจากนอน

  • บางคนอาจจะหลับขณะตื่นโดยที่ไม่รู้ตัว

    ทั้งหมดเป็นการแสดงว่าคุณนอนไม่พอคุณต้องเพิ่มเวลานอนหรือเพิ่มคุณภาพของการนอน

การนอนหลับจำเป็นอย่างไรต่อร่างกาย

ร่างกายเราเหมือนเครื่องจักรทำงานตลอดเวลาการนอนเหมือนให้เครื่องจักรได้หยุดทำงาน สะสมพลังงานและขับของเสียออก การนอนจึงจำเป็นสำหรับร่างกายมีสุขภาพกายและสุขภาพจิตที่ดี มีการศึกษาว่าการนอนไม่พอจะมีอันตรายการประสานระหว่างมือและตาจะเหมือนกับผู้ที่ได้รับสารพิษ ผู้ที่นอนไม่พอหากดื่มสุราจะทำให้ความสามารถลดลงอ่อนเพลียมาก การดื่มกาแฟก็ไม่สามารถทำให้หายง่วง

มีการทดลองในหนูพบว่าหากนอนไม่พอหนูจะมีอายุสั้น ภูมิคุ้มกันต่ำลง สำหรับคนหากนอนไม่พอจะมีอาการง่วงและไม่มีสมาธิ ความจำไม่ดี ความสามารถในการคำนวณด้อยลง หากยังนอนไม่พอจะมีอาการภาพหลอน อารมณ์จะแกว่ง การนอนไม่พอเป็นสาเหตุของอุบัติต่างๆ เชื่อว่าเซลล์สมองหากไม่ได้นอนจะขาดพลังงานและมีของเสียคั่ง นอกจากนั้นการนอนหลับสนิทจะทำให้มีการหลั่งฮอร์โมนเพื่อการเจริญเติบโต (growth hormone)

จะปรึกษาแพทย์เมื่อไร

ถ้าหากอาการนอนไม่หลับเป็นมากกว่า 1 สัปดาห์ หรือทำให้ไม่สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพในเวลากลางวัน ก่อนพบแพทย์ควรทำตารางสำรวจพฤติกรรมการนอนประมาณ 10 วันเพื่อให้แพทย์วินิจฉัย ในการรักษาแพทย์จะแนะนำเรื่องการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการนอน ถ้าไม่ดีจึงจะให้ยานอนหลับ

การนอนหลับอย่างพอเพียงทั้งระยะเวลาและคุณภาพของการนอนหลับจะเป็นปัจจัยในการส่งเสริมสุขภาพที่ดีเหมือนกับการรับประทานอาหารที่มีคุณภาพและการออกกำลังกาย

ดูสาระดีดีเพิ่มอีกได้ที่ http://www.siamhealth.net/Disease/neuro/insomnia/index.htm